Developed by JoomVision.com

Studyinter.com Studyinter.com

Studyinter.com Studyinter.com

Studyinter.com Studyinter.com

Studyinter.com Studyinter.com
Thai (ภาษาไทย)English (United Kingdom)
Developed by JoomVision.com

เม้าท์สนั่นเมือง(นอก)

ตอนที่ 2

ยามเมื่อดอกไม้บาน
ไอค๊อก ไอแค๊ก ไอกระด๊อก กระแด๊กๆๆ ค๊อกๆๆ แค๊กๆๆ เสียงเจ๊ไอเองค่ะ ไม่ต้องงงกันไป กว่าจะลุกขึ้นมาเขียนคอลัมน์ได้ก็ต้องใช้พลังแรงใจและแรงกายเฮือกใหญ่กันเลยทีเดียว เพราะอะไรน่ะเหรอคะ ก็เพราะว่าช่วงนี้ โรคหวัดกำลังระบาดที่เมลเบิร์นค่ะ ทั้งไอ ทั้งจาม ทั้ง Hay fever หรือเจ้าไข้ละอองฟาง (ภาษาชาวบ้านก็คือ อาการแพ้พวกเกสรดอกไม้ นี่เองค่ะ) เนื่องจากช่วงนี้เป็นการเริ่มต้นเข้าสู่ Spring ฤดูใบไม้ผลิ บรรยากาศต้นไม้ ดอกไม้ ใบหญ้าก็ผลิบานกันสวยดีหรอกค่ะ แต่คนที่แพ้ก็เป็นช่วงที่ตาปูดตาแดง จามกันให้จมูกแทบหลุด ตาแทบถลนกันเลยทีเดียว ฉะนั้น หัวข้อสนทนากันตามถนน หนทางในเมลเบิร์นช่วงนี้ก็คงไม่พ้นเรื่องของเจ้า Hay fever นี่แหละค่ะ แล้วมีหรือที่เจ๊จะตกกระแส จากที่ตั้งใจจะเขียนอธิบายเรื่องของ Racist การเหยียดผิว เจ๊ก็ต้องขอเปลี่ยนประเด็นมากระทันหันก่อนนะคะ

ที่นี่ฮิตกันเหลือเกินกับโรคภูมิแพ้ แพ้นม แพ้แป้ง แพ้อาหารทะเล แพ้ดอกไม้ ใบหญ้า แพ้หัวหอม แพ้กระเทียม แพ้ไข่ แพ้ถั่ว โอ๊ยยย อย่าให้สาธยายเลยค่ะ เยอะจริงๆ แต่ที่ฮิตที่สุดก็เจ้า Hay fever นี่แหละค่ะ เป็นกันโดยถ้วนหน้า โดยเฉพาะเมืองเมลเบิร์นที่ขึ้นชื่อว่า 3 ฤดูในหนึ่งวัน เช้ามาก็ไม่รู้ว่าจะแต่งตัวยังไงออกไปเลย ต้องรีบเช็คสภาพอากาศก่อน ไม่งั้นแต่งผิดนี่เป็นเรื่องเลยนะคะ เช้าๆ หนาวอยู่ดีๆ   ตกบ่าย ร้อนตับแทบแลบ ขอบอกว่าพยากรณ์อากาศของที่นี่คนติดตามเยอะมากเลยนะคะ และเพราะอากาศที่นี่เปลี่ยนแปลงบ่อยมากๆ  นี่เอง ก็เลยทำให้คนที่ภูมิต้านทานไม่ค่อยดี (อย่างเจ๊) ป่วยกันได้ง่าย บริษัทขายยาแก้แพ้ที่นี่ถึงทำยาออกมาแข่งกันหลายยี่ห้อเหลือเกิน โดยเฉพาะช่วงนี้ โฆษณากันให้ขวักไขว่ ฉะนั้นใครที่จะมาเมลเบิร์นก็ไม่ต้องพกยามามากมายหรอกค่ะ ยาที่นี่เค้าก็มี แถมดีอีกต่างหากค่ะ เพราะมีหลายยี่ห้อที่ไม่ทำให้เราเกิดอาการง่วงซึม   อ้อ...แล้วที่สำคัญก็คือ คนที่เพิ่งมาอยู่ใหม่ๆ หรืออยู่ได้ไม่นาน โอกาสที่จะเป็น Hay fever มีน้อยมากๆเลยค่ะ อย่างเจ๊ เมื่อก่อนตอนมาใหม่ๆ เห็นคนอื่นจามกัน น้ำมูกย้อยๆ ตาแดงก่ำ น่ากลัวมาก เหมือนตัวประหลาดเลยแฮะ ด้วยความที่ไม่รู้ก็แอบขำ จนกระทั่งมีผู้รู้มาเตือนว่า หัวเราะไปเถอะจ้ะ อยู่ไปซัก2-3ปี ก็จะโดนเล่นงานแน่ๆ เจ๊ก็ยังแอ๊บแบ๊ว ไม่เข้าใจอยู่ดี จนพี่เค้าหมั่นไส้เลยต้องอธิบายเพิ่มเติมว่า ตอนนี้ภูมิต้านทานยังสู้ไหว แต่อยู่ต่อไปต้องยอมแพ้แน่นอน  อันนี้ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของภูมิต้านทานในร่างกายเราเป็นทุนเดิมนะคะ แล้วอ่อนแอบอบบางอย่างเจ๊จะเหลือเหรอคะ แค่ย่างเข้าปีที่ 2 เจ๊โดนเล่นงานแล้วค่ะ เหอะๆๆๆ ก็เป็นอันว่า พอย่างเข้า Spring ทีไร ก็เป็นอันได้วิ่งเข้าร้านขายยาเป็นว่าเล่นเลยค่ะ
เอาล่ะ เล่ากันพอหอมปากหอมคอเรื่องของเจ้าไข้ละอองฟาง (เรียกให้ดูน่ารักหน่อย) ไหนๆ ก็คุยกันถึงเรื่องสุขภาพยาวกันมาถึงขนาดนี้ก็คุยกันเรื่องของการประกันสุขภาพของที่ออสเตรเลียเลยก็แล้วกัน อะแฮ่มๆ เป็นจริงเป็นจังแล้วนะคะ ตามกฎหมายของรัฐบาลที่นี่ ระบบความคุ้มครองสุขภาพแบบพิเศษสำหรับนักศึกษาต่างชาติ  Overseas Student Health Cover (OSHC) ที่จะต้องซื้อก่อนจะเดินทางมา เพื่อให้ความคุ้มครองในเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ โดยตามกฏแล้ว จะต้องรักษา OSHC ไว้ตลอดระยะเวลาของวีซ่านักศึกษาของในออสเตรเลีย ซึ่งตรงนี้มีหลายคนมากที่เข้าใจผิด คิดว่า เอ่อ ก็ลงคอร์สเรียนภาษามาแค่ 6 เดือน ก็จ่ายแค่นี้พอ พอต่อวีซ่าลงคอร์สใหม่ อีก 1 ปี อยากจะประหยัด ไม่อยากจ่ายตรงนี้เลย จ่ายเพิ่มไปอีก6เดือนก่อน แล้วหลังจากนี้ ไม่จ่ายได้ไหม ขอตอบว่าได้ค่ะ แต่!!!!! ถ้าต่อวีซ่าอีกครั้งนึง คุณก็จะต้องโดนทบของเก่าที่ไม่ยอมจ่ายเงิน แถมรวมกับของใหม่ที่จะต้องจ่ายอีกด้วยนะคะ ที่นี่เค้ามีการตรวจสอบกันอย่างดีค่ะ แต่เจ๊ขอแนะนำนะคะว่า จ่ายไปเถอะค่ะ เพราะไม่สบายหาหมอกันทีก็อาจจะถึงกับเข่าทรุดไปได้นะคะ ยิ่งถ้าต้องถึงกับเข้าโรงพยาบาลด้วยล่ะก็ไม่ต้องพูดถึงค่ะ เจ๊เคยไปนอนโรงพยาบาลหนึ่งอาทิตย์เต็มๆ ให้น้ำเกลือ ให้มอร์ฟีน (ตอนนั้นติดเชื้อในกระเพาะอาหารค่ะ เป็นหนักเลย) โดนหามเข้าโรงพยาบาลโดยเพื่อนร่วมชั้น ขณะกำลังนั่งเรียนภาษาอังกฤษอยู่เลย ทำเอาอาจารย์ที่ปกติเป็นคนตลก เฮฮา หน้าเครียดเลยค่ะ เจ๊เป็นหนักมาก ไม่ค่อยรู้สึกตัวเลยใน 3 วันแรก พอเริ่มดีขึ้นความกังวลแรกคือ ตายโหงงงงง จะต้องให้แม่กับพ่อขายที่นาทิ้งเพื่อจะมาจ่ายเงินค่าหมอเลยไหมเนี่ย แล้วเจ๊จะบอกกับพ่อแม่ยังไง เพิ่งมาเรียนที่นี่ได้แค่ 3 เดือนเองนะ!!!! จะถามพยาบาลก็ไม่กล้าถาม กลัวโดนลากออกไปทิ้งข้างทาง เจ๊จะมาตาย จะสิ้นลายแบบนี้ไม่ได้ อ๊ายยย!!!! สุดท้ายก็คิดได้ว่า เอาวะ เป็นไงเป็นกัน อยู่ๆ ไปก่อนละกัน ตอนออกค่อยว่ากัน  ฮ่าๆๆๆ  พอตอนออกนี่สิคะ ใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ เอาแล้วเราจะโดนเท่าไหร่เนี่ย ไม่เป็นไร มีเพื่อนคนจีนมารับ กะว่าคงต้องหน้าด้านยืมเพื่อนไปก่อน ถ้าเงินในบัญชีไม่พอจริงๆ พอคุณพยาบาลเอากระดาษมาให้เซ็นต์ชื่อเสร็จก็ยืนรอ ว่าค่าเสียหายจะสักกี่หมื่น กี่แสนเหรียญกันหนอ ปรากฎว่า คุณเจ๊พยาบาลก็มองหน้า “It’s all done, darling. Now you can go home. Have a nice day” อึ้ง......... ไปเลยค่ะ ไม่เสียซักกะดอลล์ เลยเข้าไปสอบถาม ได้ใจความว่า OSHC ที่เราจ่ายไปนั้น ครอบคลุมบริการตรงนี้หมดเลยค่ะ โอ้แม่เจ้า... คุ้มแสนจะคุ้ม ฉะนั้น อย่าคิดว่า ไม่สำคัญ อย่าคิดว่า ฉันแข็งแรง ฉันไม่อยากจ่ายเงินตรงนี้นะคะ เพราะที่นี่ไม่ใช่เมืองไทยนะคะ ที่คลีนิคคุณหมอจะมีอยู่เยอะ พอๆ กับ 7 eleven คิดผิดคิดใหม่ค่ะ ป่วยแทบตายถ้าไม่มีคิวก็ต้องรอไปเถิด คุณหมอทั่วไป General Practice นี่ก็มีสิทธิ์แค่วิเคราะห์อาการป่วย กับสั่งยาเท่านั้นนะคะ ไม่มีสิทธิ์ขายยาในคลีนิคเหมือนเมืองไทย คุณจะต้องเอาใบสั่งยาไปซื้อจากร้านขายยาอีกทีค่ะ โดยเฉพาะยาอันตรายอย่างยาแก้อักเสบนั้น ต้องมีใบสั่งยาจากคุณหมอเท่านั้นค่ะ ร้านขายยาถึงจะขายให้คุณ เป็นยังไงคะ หลายขั้นหลายตอนดีไหมคะ ยังค่ะ ยัง ยังไม่หมด หลังจากนั้น เราก็จะต้องเอาใบที่ระบุวันที่เราไปใช้บริการคุณหมอ ไปให้กับผู้ให้บริการประกันสุขภาพของเรา เพื่อจะทำการเคลมเอาเงินคืนค่ะ เย่ๆๆๆๆ นี่แหละค่ะที่ชอบ อย่างเช่น ค่าบริการพบคุณหมอ $65 เราจะเคลมเงินคืนได้ประมาณ $30—35 ค่ะ อันนี้พูดถึงประกันสุขภาพแบบพื้นฐานทั่วไปนะคะ เพราะเค้ามีบริการเสริมอีกมากมาย แต่เราต้องจ่ายเพิ่มค่ะ ในความคิดของเจ๊ น้องๆ ซื้อแบบปกติธรรมดานี่ก็พอแล้วค่ะ บริการเสริมอย่างเช่น ครอบคลุมเรื่องการทำฟัน การผ่าตัด อะไรทำนองนี้ เอาไว้สำหรับคนที่อยู่ลงหลักปักฐานดีกว่าค่ะ เพราะค่าทำฟันนี่แพงหูฉีกเลยค่ะ เสียค่าเครื่องบินกลับเมืองไทยไปทำฟันทั้งปากยังถูกกว่าเลยค่ะ!!!
สำหรับผู้ให้บริการรายใหญ่ๆ ก็นี่เลยค่ะ Medibank Private, OSHC Worldcare, NIB OSHC, BUPA Australia etc คุณๆ ทั้งหลายก่อนจะมาก็ต้องทำความเข้าใจกันด้วยนะคะ เพื่อผลประโยชน์ของตนเองค่ะ ถ้าต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมก็นี่เลย  IEP ยินให้คำตอบแก่คุณๆ เสมอค่ะ เอาล่ะ เจ๊เริ่มจะทนสังขารอันเน่าเปื่อย เอ๊ย ป่วยไม่ไหวแล้ว ขอตัวไปรับประทานยานอนก่อนนะคะ อโรคยา ปรมาลาภา ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐค่ะ สาธุ
เจ๊เชฟใหญ่

 


ตอนที่ 1

 

Good day mate!!

ขอทักทายกันในสไตล์ชาวออสซี่นะคะ เพราะไหนๆ หลังจากนี้เจ๊ก็จะต้องผูกขาดเล่าเรื่องราวประสบการณ์ในการใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลียให้ทุกท่านได้อ่านกันทุกเดือนอยู่แล้ว ก็มาทำความคุ้นเคยกันก่อนจริงไหมคะ ต้องบอกว่าคอลัมน์นี้เล่าเรื่องตามประสาเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ เล่าสู่กันฟังนะคะ ถ้าจะมาหาข้อมูลแบบซีเรียสก็ต้องเข้ามาคุยกับพี่ๆในออฟฟิศดีกว่าค่ะ แต่เจ๊รับรองว่าเรื่องที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังนี่สนุกแน่นอนค่ะ

2

นับจากวันที่ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อปี 2006 จนถึงวันนี้ก็เกือบ 6 ปีแล้วที่เจ๊ได้มาใช้ชีวิตอยู่ที่เมลเบิร์น เริ่มต้นจากการเป็นนักเรียน เรียนภาษาก่อนค่ะ ก็แหม ต่อให้เก่งแค่ไหนก็ต้องมาเรียนภาษากันก่อนทั้งนั้นแหละค่ะ แต่เจ๊จะบอกว่าข้อดีของการมาเรียนภาษาก่อนนั้นคือ เราจะไม่ได้เรียนหนักมาก เหมือนนักเรียนที่เรียนมหาวิทยาลัย เราจะมีเวลาได้สำรวจบ้านเมืองของเค้า ได้มีเวลาปรับตัวกับการใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน มีเวลาพบเพื่อนๆใหม่ๆ ที่มาจากประเทศต่างๆกัน มีเวลาสำรวจอาหารการกิน วัฒนธรรมของคนออสเตรเลีย แล้วก็มีเวลาทำงานพิเศษเพื่อเก็บเงิน อ้อ...ที่ลืมไม่ได้คือ มีเวลาทำความรู้จักกับHost Family อันนี้ในกรณีที่เราต้องการนะคะ ไม่จำเป็นว่าทุกคนที่มาอยู่ที่นี่ต้องใช้บริการนี้ แต่ที่เจ๊ตัดสินใจเลือกมาอยู่กับ Host Family แทนที่จะมาหาบ้านเช่ากับคนไทยด้วยกัน ก็เพราะว่า เจ๊คิดว่าไหนๆ ก็ตัดสินใจมาอยู่เมืองนอกกับเค้าแล้วก็ต้องเอาให้ครบ ต้องได้ทุกประสบการณ์ แล้วก็คิดไม่ผิดเลย เพราะว่า เจ๊โชคดี ได้เจอครอบครัวชาวออสซี่ที่น่ารัก เป็นกันเองมากๆ แรกๆ คุยกันรู้เรื่องมั่งไม่รู้เรื่องมั่ง เพราะพูดกันตามจริง คนไทยเราชินกับสำเนียงอเมริกันมากกว่า ก็แหม หนังที่เราดูๆกันน่ะ มาจากฮอลลีวูดทั้งนั้น พอมาเจอสำเนียงออสซี่ไปก็ถึงกับเอ๋อไปเลย  ยิ่งเจอกับอาหารต้อนรับมื้อแรกจากครอบครัวนี้ที่เป็นเจ้า Lamb Cutlet เข้าไปก็มึนไปเลย เอาล่ะสิ หลายๆ ท่านคงงงว่า มันคืออะไรหว่า มันคือซี่โครงแกะค่ะ โอ้วว พระเจ้า เลิกกินเนื้อวัวมาหลายสิบปี พอมาเจอกลิ่นเจ้าแกะน้อยโชยมานี่ ขอบอกว่า อยากจะขาดใจตายตรงหน้าคุณป้าลอไรน์ให้ได้เลย จะปฏิเสธก็ไม่ได้ เพราะเจ๊เดาออกเลยว่า ป้าแกตั้งใจทำให้เจ๊ (ที่เป็นนักเรียนคนแรกที่ครอบครัวป้าเค้าตัดสินใจรับมาดูแล)ประทับใจในการต้อนรับแบบออสซี่ เพราะว่าที่นี่เค้านิยมกิน Lamb กันค่ะ ดังนั้นเจ๊ก็ต้องกล้ำกลืนฝืนทนกินเข้าไปจนหมดจาน ป้าลอไรน์เค้าก็ดีอกดีใจใหญ่เลย ถามแล้วถามอีกว่าจะเอาอีกไหม ฉันมีอีกนะ!!! โอ้ววว ไม่นะ เจ๊รับไม่ได้!!!! ก็ต้องเล่นมุขไปว่า เดินทางมาเหนื่อย ฉันไม่ไหวแล้ว ขอไปนอนก่อน แต่แอบทิ้งท้ายไว้ว่า วันหลังเจ๊จะทำอาหารไทยให้กิน รับรองป้าลอไรน์กับลุงปีเตอร์ต้องชอบแน่ๆ

1

เอาล่ะ ถึงเวลาเข้าไปสำรวจห้องนอน อยากจะบอกว่า ประทับใจมากๆ เป็นห้องที่ต้องลงบันไดวนไปใต้ดิน มีห้องน้ำในตัวห้องนอน เปิดผ้าม่านไปก็จะเป็นสวนหลังบ้านที่มีอ่างจากุซซี่กลางแจ้ง โอ้วมายก็อด!!! นี่มันสวรรค์ชัดๆ  กำลังลงมือจัดของ เพื่อนสมัยเด็กที่เค้ามาอยู่ที่นี่กับครอบครัวเค้าอยู่ก่อนพักนึงแล้วก็ขับรถมาหา เพราะเรานัดแนะกันไว้ พอเพื่อนเห็นบ้าน เห็นห้อง รู้ไหมคะว่า เพื่อนเจ๊บอกว่าอะไร “เฮ้ยยย ถ้าแกเห็นบ้านที่แกจะต้องไปอยู่ก่อนหน้านี้นะ แกต้องร้องไห้แน่ๆ เพราะมันคนละเรื่องเลย” ขอเล่าว่า เจ๊เปลี่ยนวันเดินทางค่ะ เดินทางมาช้ากว่าที่กำหนดไว้ ช้ากว่าที่ตกลงกับทางเอเจนท์ที่หาบ้านไว้ให้ เค้าก็เลยต้องเปลี่ยนบ้านให้เจ๊ แต่กลายเป็นว่าโชคดีกว่าที่เลื่อนวันเดินทาง เพราะเพื่อนเล่าว่า บ้านนั้นดูเก่ามากๆ มีเด็กหลายคน แล้วเจ้าของบ้านก็ดูไม่ใช่คนใจดีเหมือนป้ากับลุงบ้านนี้ แถมบ้านไกลอีกต่างหาก ฉะนั้นเจ๊เลยขอบอกว่า เรื่องเลือกHost Family นี่ยากนะคะ แล้วแต่ดวงค่ะ เพราะเราแค่ระบุได้ว่า เลือกบ้านที่มีสุนัขได้ไหม มีเด็กได้ไหม สูบบุหรี่ได้ไหม อะไรประมาณนี้แค่นั้นแหละค่ะ เลือกเชื้อชาติไม่ได้ เพราะถือว่า Racist (หมายถึงเหยียดผิว เหยียดเชื้อชาติค่ะ) ประเทศออสเตรเลียถือว่าเป็น Multicultural คือมีวัฒนธรรมที่หลากหลาย ไม่ได้กีดกันวัฒนธรรมใดๆ  ถ้าจะให้อธิบายเรื่องนี้ก็คงต้องยาว เอาเป็นว่า คราวหน้าจะมาเล่าเรื่องขำๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วก็มาอธิบายให้เข้าใจกันมากขึ้นนะคะ

ถ้าคุณผู้อ่านมีเรื่องไหนสนใจเป็นพิเศษ หรืออยากให้ยกเรื่องไหนมาเล่าให้ฟังก็อีเมล์มาบอกกันได้นะคะ..... อุ๊ยไม่ได้สิ เจ๊มีแผนจะแฉอะไรมากมาย ให้อีเมล์ส่วนตัวไม่ดีๆ เอาเป็นว่ามาโพสต์ลง เพจของ IEP ดีกว่าค่ะ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของเจ๊   http://www.facebook.com/iloveIEP  เจ๊เชฟใหญ่